วันพุธที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

กาลิเลโอ กาลิเลอี

กาลิเลโอ กาลิเลอี อี
Galileo.arp.300pix.jpg
ภาพวาดกาลิเลโอ โดย จุสโต ซุสเตอร์มันน์
เกิด15 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1564
เมืองปิซา อิตาลี
เสียชีวิต8 มกราคม ค.ศ. 1642
เมืองอาร์เชตรี อิตาลี
การศึกษามหาวิทยาลัยปิซา
มหาวิทยาลัยแพดัว
อาชีพนักฟิสิกส์ นักคณิตศาสตร์ นักดาราศาสตร์
องค์การมหาวิทยาลัยปิซา
ผลงานเด่นดาราศาสตร์
จลนศาสตร์
พลศาสตร์
แนวคิดดวงอาทิตย์เป็นศูนย์กลางจักรวาล
ศาสนาโรมันคาทอลิก

กาลิเลโอ กาลิเลอี (อิตาลี: Galileo Galilei; 15 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1564 - 8 มกราคม ค.ศ. 1642) เป็นชาวทัสกันหรือชาวอิตาลี ซึ่งมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการปฏิวัติวิทยาศาสตร์ ผลงานของกาลิเลโอมีมากมาย งานที่โดดเด่นเช่นการพัฒนาเทคนิคของกล้องโทรทรรศน์และผลสังเกตการณ์ทางดาราศาสตร์ที่สำคัญจากกล้องโทรทรรศน์ที่พัฒนามากขึ้น งานของเขาช่วยสนับสนุนแนวคิดของโคเปอร์นิคัสอย่างชัดเจนที่สุด กาลิเลโอได้รับขนานนามว่าเป็น "บิดาแห่งดาราศาสตร์สมัยใหม่"[1] "บิดาแห่งฟิสิกส์สมัยใหม่"[2] "บิดาแห่งวิทยาศาสตร์"[2] และ "บิดาแห่งวิทยาศาสตร์ยุคใหม่"[3]

การศึกษาการเคลื่อนที่ของวัตถุที่มีความเร่งคงที่ ซึ่งสอนกันอยู่ทั่วไปในระดับมัธยมศึกษาและเป็นพื้นฐานสำคัญของวิชาฟิสิกส์ก็เป็นผลงานของกาลิเลโอ รู้จักกันในเวลาต่อมาในฐานะวิชาจลนศาสตร์ งานศึกษาด้านดาราศาสตร์ที่สำคัญของกาลิเลโอได้แก่ การใช้กล้องโทรทรรศน์สังเกตการณ์คาบปรากฏของดาวศุกร์ การค้นพบดาวบริวารของดาวพฤหัสบดี ซึ่งต่อมาตั้งชื่อเป็นเกียรติแก่เขาว่า ดวงจันทร์กาลิเลียนรวมถึงการสังเกตการณ์และการตีความจากการพบจุดดับบนดวงอาทิตย์ กาลิเลโอยังมีผลงานด้านเทคโนโลยีและวิทยาศาสตร์ประยุกต์ซึ่งช่วยพัฒนาการออกแบบเข็มทิศอีกด้วย

การที่ผลงานของกาลิเลโอสนับสนุนแนวคิดของโคเปอร์นิคัสกลายเป็นต้นเหตุของการถกเถียงหลายต่อหลายครั้งในชีวิตของเขา เพราะแนวคิดเรื่องโลกเป็นศูนย์กลางของจักรวาลนั้นเป็นแนวคิดหลักมานานแสนนานนับแต่ยุคของอริสโตเติล การเปลี่ยนแนวคิดใหม่ว่าดวงอาทิตย์เป็นศูนย์กลางของจักรวาลโดยมีข้อมูลสังเกตการณ์ทางวิทยาศาสตร์อย่างชัดเจนจากกาลิเลโอช่วยสนับสนุน ทำให้คริสตจักรโรมันคาทอลิกต้องออกกฎให้แนวคิดเช่นนั้นเป็นสิ่งต้องห้าม เพราะขัดแย้งกับการตีความตามพระคัมภีร์[4] กาลิเลโอถูกบังคับให้ปฏิเสธความเชื่อเรื่องดวงอาทิตย์เป็นศูนย์กลาง และต้องใช้ชีวิตที่เหลืออยู่ในบ้านกักตัวในความควบคุมของศาลศาสนาโรมัน

วันอังคารที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

หลุยส์ ปาสเตอร์

หลุยส์ ปาสเตอร์ (/iconˈluːi pæˈstɜr/, ภาษาฝรั่งเศส: [lwi pastœʁ] ; 27 ธันวาคม ค.ศ. 1822 - 28 กันยายน ค.ศ. 1895) นักเคมีและนักจุลชีววิทยา เกิดที่เมืองโดล ประเทศฝรั่งเศส ได้รับการศึกษาที่มหาวิทยาลัยเบซากองและมหาวิทยาลัยปารีส ต่อมาได้ดำรงตำแหน่งอาจารย์ในสถาบันการศึกษาที่สตราบวร์ก ลิลล์ และมหาวิทยาลัยปารีส และได้รับการแต่งตั้งเป็นศาสตราจารย์สาขาเคมีที่มหาวิทยาลัยซอร์บอนน์ในปี พ.ศ. 2410

ปาสเตอร์เป็นผู้แถลงว่าการเน่าและการหมักเกิดจากเชื้อโรคหรือจุลินทรีย์ ปาสเตอร์ได้ค้นพบปรากฏการณ์นี้ในระหว่างการศึกษาว่าเหตุใดเหล้าองุ่นจึงเสียรสขณะบ่ม แต่เมื่อนำเหล้าองุ่นไปอุ่นให้ร้อนแล้วจึงป้องกันไม่เหล้าองุ่นกลายเป็นน้ำส้มสายชูได้ ซึ่งการกระทำลักษณะนี้ต่อมาได้พัฒนาเป็นการฆ่าเชื้อวิธีปาสเตอร์ (Pasteurization) การค้นพบนี้ทำให้สาขาวิชาจุลชีววิทยาโดดเด่นก้าวหน้าขึ้นอย่างรวดเร็ว

การทดลองที่มีชื่อเสียงของปาสเตอร์เมื่อปี พ.ศ. 2424 ที่พิสูจน์ให้เห็นว่าแกะและวัวที่ได้รับการฉีด “วัคซีน” ที่ทำจากเชื้อจุลินทรีย์บาซิลไล ซึ่งเป็นเป็นสมมติฐานของโรคแอนแทรคที่ถูกทำให้อ่อนจางลงของเขา สามารถต่อสู้กับโรคระบาดที่มีอันตรายของสัตว์คือโรคแอนแทรคดังกล่าวได้โดยไม่ติดโรค ในปี พ.ศ. 2431 สถาบันปาสเตอร์ได้รับการจัดตั้งขึ้นในกรุงปารีสเพื่อต่อสู้กับโรคพิษสุนัขบ้า ซึ่งปาสเตอร์ได้ทำงานประจำในสถาบันนี้จนถึงแก่กรรม

ปัจจุบัน สถาบันปาสเตอร์ยังคงเป็นสถาบันวิจัยที่มีชื่อเสียงที่สุดในโลกที่ยังคงทำงานวิจัยงานด้านจุลชีววิทยาอยู่ รวมทั้งการค้นพบเชื้อไวรัสเอชไอวี ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคภูมิคุ้มกันบกพร่องหรือเอดส์

วันพุธที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

5 อันดับคณะที่คนอยากเข่้า


อันดับ 5 คณะครุศาสตร์ สาขาวิชาการประถมศึกษา (หลักสูตร 5 ปี) มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต (มสด.)

รับ 60 คน สมัคร 1,784 คน อัตราการแข่งขัน 1:30

อันดับ 4 คณะเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร สาขาวิชานิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร (มศก.)

รับ 350 คน สมัคร 1,810คน อัตราการแข่งขัน 1:5

อันดับ 3 คณะครุศาตร์ จุฬาฯ รับ 150 คน สมัคร 1,813 คน อัตราการแข่งขัน 1:13

อันดับ 2 คณะวิทยาศาสตร์ หาดใหญ่ประเภทวิชาวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์(ม.อ.)

รับ 160 คน จำนวนผู้สมัคร 1,906 คน อัตราการแข่งขัน 1:12

อันดับ 1 วิทยาลัยพยาบาลตำรวจ

จำนวนรับ 56 คน?จำนวนผู้สมัคร2,850 คน อัตราการแข่งขัน 1: 51

วันศุกร์ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2558

 ประโยคในภาษาฝรั่งเศส

ประโยคในภาษาฝรั่งเศส (Les phrases)

1.Les phrases déclaratives ประโยคบอกเล่า ธรรมดา เช่น « วาสนากลับเมืองไทยปีนี้ » «Wasana part en Thailande cette année. Vanessa mange un gateau.

2.Les phrases interrogatives ประโยคคำถาม ใช้ตั้งคำถามและต้องปิดท้ายด้วยเครื่องหมายคำถาม « ? » หรือที่ภาษาฝรั่งเศสเขาเรียกว่า « Point d’interrogation »
คำถามที่ต้องการคำตอบ oui หรือ non เราสามารถสร้างประโยคคำถามได้หลายแบบ

-ใช้ประโยคบอกเล่าธรรมดาโดยขึ้นเสียงสูงตอนท้ายประโยค

Vanessa part en Thaïlande cette année ? 
วาเนสสากลับเมืองไทยหรือเปล่าปีนี้

-ใช้ « Est-ce que » นำหน้าประโยคบอกเล่า
Est-ce que Vanessa part en Thaïlande cette année ? 

-สับที่ ประธานและ กริยา
Pars-tu en Thaïlande ? เธอกลับเมืองไทยหรือเปล่า

-เพิ่มสรรพนามของประธาน
Vanesa mange-t-elle un gateau ? elle ก็คือ Vanessa และจะเพิ่มตัว « t » อีกตัวหนึ่ง เพื่อให้ออกเสียงง่ายขึ้น

ส่วนการสร้างประโยคคำถามอื่นๆ ก็จะใช้คำเหล่านี้นำหน้าประโยค qui,que, quand, pourquoi, combien, comment, où….etc

Où allons-nous ? เราจะไปไหนกัน
Combien ça coûte ? ราคาเท่าไหร่

3.Les phrases exclamatives ประโยคอุทานที่บ่งบอกอารมณ์ (รัก เศร้า เสียใจ ประหลาดใจ ….) จบท้ายประโยคด้วยเครื่องหมาย « ! » เช่น
Que tu es belle ! เธอช่างสวยอะไรอย่างนี้
Quelle chaleur ! ร้อนอะไรอย่างนี้/ 

4.Les phrases impératives ประโยคคำสั่ง จบท้ายด้วยเครื่องหมาย « ! » หรือ « . »

Prête-moi ton stylo. ให้ฉันยืมปากกาหน่อยซิ
Prenez le parapluie เอาร่มไปสิคุณ 

ส่วนประโยคปฏิเสธ จะใช้ ne...pas / ne..jamais/ne…rien/ne..plus …etc 

Ex. Elle ne travaille pas. = หล่อนไม่ทำงาน
Je ne parle pas français. ฉันไม่พูดภาษาฝรั่งเศส
Je ne veux rien. = ฉันไม่ต้องการอะไรทั้งนั้น
Je ne veux plus ce cadeau. = ฉันไม่อยากได้มันอีกแล้วของขวัญชิ้นนี้
Je ne fais jamais du sport. = ฉันไม่เคยเล่นกีฬาเลย 

วันจันทร์ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2558

10 ที่สุดของโลก


1.ทวีปที่ใหญ่ที่สุดในโลก - ทวีปเอเซีย 

2.ทวีปที่เล็กที่สุดในโลก - ทวีปออสเตรเลีย 

3.คาบสมุทรที่ใหญ่ที่สุดในโลก - คาบสมุทรอาหรับ 

4.มหาสมุทรที่ใหญ่ที่สุดในโลก - มหาสมุทรแปซิฟิก 

5.มหาสมุทรที่เล็กที่สุดในโลก - มหาสมุทรแอนตาร์กติก 

6.ทะเลที่ใหญ่ที่สุดในโลก - ทะเลจีนใต้ 

7.ทะเลส่วนที่ลึกที่สุดในโลก - บริเวณChallenger ใกล้เกาะมาเรียนา ในมหาสมุทรแปซิฟิก

8.ทะเลสาบน้ำจืดที่ใหญ่ที่สุดในโลก - ทะเลสาบสุพีเรีย อยู่ระหว่างสหรัฐอเมริกา กับแคนาดา

9.ทะเลสาบน้ำเค็มที่ใหญ่ที่สุดในโลก - ทะเลสาบแคสเปียน อยู่ระหว่างทางใต้ของรัสเซียกับอิหร่าน

10.ทะเลสาบที่มีน้ำเค็มที่สุดในโลก - ทะเลสาบเดดซี อยู่ระหว่างอิสราเอลกับจอร์แดน

วันพุธที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2558

โกโก หรือ กาเบรียล ชาเนล

โกโก หรือ กาเบรียล ชาเนล (Gabrielle Bonheur "Coco" Chanel) (19 สิงหาคมพ.ศ. 2426-10 มกราคม พ.ศ. 2514[1]) เป็นนักออกแบบเสื้อผ้า เครื่องแต่งกายและเครื่องประทินความงามชาวฝรั่งเศส เป็นตัวอย่างนักแฟชั่นในศตวรรษที่ 20 และเป็นผู้ก่อตั้งผลิตภัณฑ์ ชาเนล ของฝรั่งเศสเดิมชื่อ กาเบรียล บาน่า ชาเนล เมื่อเธอเริ่มโตเกิดปัญหาการเงินในครอบครัวเธอจึงต้องไปร้องเพลงในคาเฟ่เพื่อหาเงินเลี้ยงชีพ วันหนึ่งเธอร้องเพลง กิตาวู โกโก เป็นที่ถูกใจของผู้ฟัง และเรียกร้องให้เธอร้องอีกโดยตะโกนว่า"โกโก ชาเนล" ตั้งแต่บัดนั้นคนก็รู้จักเธอในนาม"โกโก ชาเนล" เธอเริ่มเปิดร้านขายหมวกในปารีสและเริ่มคิดค้นน้ำหอมทั้ง 10 กลิ่นโดยกลิ่นที่เธอชอบและเป็นกลิ่นที่ขายดีที่สุดคือ ชาเนลนัมเบอร์ไฟว์ ชาเนลเป็นผู้ริเริ่มให้ผู้หญิงใส่กางเกงเป็นคนแรก และเธอก็คิดค้นสูทของผู้หญิงมีชื่อเรียกว่า ชาเนลสูท สัญลักษณ์ของ ชาเนล คือรูปดอกคามีเลีย สีขาว เพราะเป็นดอกไม้ที่ชาเนลชอบนำติดตัวไปในงานโชว์เสื้อของเธอโดยเธอมักจะนำมาทัดไว้ที่ผม

วันพฤหัสบดีที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2557

ใบบัวบก


ใบบัวบกเป็นที่รู้จักกันดีในนามสมุนไพรสำหรับ ความทรงจำ (Herb for Brain) มีชื่อทาง
วิทยาศาสตร์ว่า Centella Asiatica พบว่ามี
การนำใบบัวบกมาใช้เป็นครั้งแรกในประเทศ
อินเดียและเป็นส่วนหนึ่งของตำราอายุรเวท
ของชาวอินเดีย นอกจากนี้ใบบัวบกได้รับ
ความนิยมอย่างแพร่หลายในประเทศจีน
มากว่า 2,000 ปี ในปัจจุบันเป็นที่นิยมในแถบ
ประเทศตะวันตกด้านการเป็นเครื่องดื่มสำหรับ
บำรุงระบบประสาทและเสริมการพัฒนาของ
ระบบความจำรวมทั้งป้องกันความจำเสื่อม
ประโยชน์ที่ได้รับจากการใช้ใบบัวบก
ป้องกันความเสี่ยงต่อการเกิดโรค
อัลไซเมอร์ โดยยับยั้งการสร้างสารที่ทำลายเซลล์สมองคือ Abeta Toxicity
ในสมองโดยเฉพาะในส่วนฮิปโปแคมบัส
(Hippocampus) ซึ่งทำหน้าที่เกี่ยว
กับความทรงจำ
ลดความเครียดจากการทำงานหนัก ปรับปรุง ระบบการรับส่งกระแสประสาท ปฏิกิริยารีเฟล็กซ์ (Reflex Reaction) หรือปฏิกิริยาตอบสนองต่อสิ่งกระตุ้นรอบตัว
ดีเอชเอ (DHA) เป็นกรดไขมันไม่อิ่มตัวกลุ่ม
โอเมก้า-3 ที่พบมากในปลาทะเล เช่น
ปลาทูน่า ปลาแซลมอน เป็นต้น ตามปกติ
ร่างกายคนเราสามารถสร้างกรดไขมัน
ไม่อิ่มตัวกลุ่มโอเมก้า-3 จากปฏิกิริยา
กรดอัลฟา ไลโนเลนิค แอซิดกับเอ็นไซม์
ต่างๆ ในร่างกาย จากการศึกษาพบว่า
อาการขาดกรดไขมันดีเอชเอในมนุษย์มี
ความสัมพันธ์กับอาการลดการเรียนรู้และ
ภาวะการณ์ไวต่อแสงของจอเรตินา
การมองภาพไม่ชัดและอาการบวมน้ำ
นอกจากนี้ยังพบว่าการเสื่อมสลายของ
กรดไขมันดีเอชเอในเซลล์ต่างๆ นั้น
ไม่สามารถกลับมาเป็นเหมือนเดิมได้ ดังนั้น การได้รับสารอาหารจำพวกดีเอชเอจากปลา
ทะเลน้ำลึก เช่น ปลาทูน่าและปลาแซลมอน จึงเป็นการช่วยเสริมระดับการเรียนรู้ ความ
ทรงจำ และช่วยฟื้นฟูประสิทธิภาพการมองเห็น จากรายงานทางการแพทย์ยืนยันว่าการรับประทานดีเอชเอจากปลาทะเลสามารถช่วยดูแลสุขภาพสมองด้านความทรงจำและพัฒนาการของเซลล์สมอง โดยเฉพาะในวัยเด็กตั้งแต่แรกเกิดทั้งยังมีส่วนช่วยดูแลสุขภาพของระบบสมองส่วนกลางได้เป็นอย่างดี

บทบาทของดีเอชเอกับสมองและดวงตา
จากหลักฐานทางการแพทย์ระบุว่า ดีเอชเอ
เป็นองค์ประกอบสำคัญของสมองรวมถึง
เซลล์ประสาทต่างๆ ตลอดจนเซลล์เรตินา
ของดวงตาจึงอาจกล่าวได้ว่า ดีเอชเอมี
บทบาทสำคัญทำให้เซลล์ประสาทและ
เซลล์เรตินาของดวงตาทำงานได้เป็นปกติ
ดังนั้นจึงมีการแนะนำสตรีที่ตั้งครรภ์และให้
นมบุตรรับประทานและมีการเสริมดีเอชเอ
ในอาหารสำหรับทารก เพื่อมุ่งหวังให้
พัฒนาการของเซลล์สมองและเซลล์
ประสาทของทารกเป็นไปอย่างมี
ประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ยังมีการใช้กรดไขมันไม่อิ่มตัว
ดีเอชเอกับภาวะสมองเสื่อมในวัยสูงอายุ
เช่น โรคอัลไซเมอร์หรือโรคสมองเสื่อม
(Dementia) ผู้สูงอายุจะมีความเสี่ยง
ต่อการได้รับกรดไขมันไม่อิ่มตัวกลุ่ม
โอเมก้า–3 ได้น้อยลง โดยเฉพาะใน
กรดไขมันฟอสโฟไลปิด (Phospholipid)
ของเซลล์ต่างๆ ซึ่งรวมถึงเซลล์สมอง
ด้วยดังนั้นการเสริมสารสกัดดีเอชเอ
จึงเป็นหนทางหนึ่งในการรักษาระดับ
กรดไขมันไม่อิ่มตัวสูงในเซลล์ต่างๆ
Miyanaga และคณะได้ทำการทดลอง
เสริมสารสกัดดีเอชเอในปริมาณ 700
มิลลิกรัมต่อวัน ในอาหารสำหรับผู้ป่วย
ด้วยโรคความจำเสื่อม พบว่าผู้ป่วยมี
ความเปลี่ยนแปลงในเชิงบวกของอาการ
ดังกล่าว จากการศึกษาวิจัยพบว่าเซลล์
ประสาทมีการเสื่อมสลายไปทุกระยะ
การรับประทานกรดไขมันโอเมก้า-3
จะช่วยซ่อมแซมเซลล์ประสาทเหล่า
นั้นได้แม้กับเซลล์สมองของผู้ใหญ่ที่
พัฒนาเต็มที่แล้ว ในปัจจุบันมีรายงาน
ทางการวิจัยระบุว่ากรดไขมันดีเอชเอ
ช่วยทำให้สมองของคนทั่วไปทำงาน
ได้เป็นปกติ โดยพบว่าดีเอชเอในอาหาร
จะช่วยทำให้ความสามารถในการ
เรียนรู้ดีขึ้น ขณะที่อาหารที่ขาดดีเอชเอ
ส่งผลกระทบต่อการเรียนได้
(Horrock and Yeo 1999)