วันพฤหัสบดีที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2557

ตุ๊กตาแม่ลูกดก

ตุ๊กตาแม่ลูกดกชุดหนึ่ง เมื่อถอดออกมาทั้งหมด
*ตุ๊กตาแม่ลูกดก* หรือ *มาโตรชก้า* (รัสเซีย
: матрёшка;[mɐˈtrʲoʂkə]) เป็นตุ๊กตา
ของรัสเซีย
ที่เรียงซ้อน ๆ กันหลายตัว ชื่อนี้แผลงมาจากชื่อสตรีภาษารัสเซีย ว่า "มาตรีโยนา" หรืออาจจะถูกเรียกว่าตุ๊กตาคุณยาย
ตุ๊กตาแม่ลูกดกชุดหนึ่ง ประกอบด้วยตุ๊กตาไม้หลายตัวเรียงซ้อนกันอยู่ข้างใน แต่ละตัวประกอบด้วยสองส่วน คือส่วนบนและส่วนล่าง นำมาประกบกันได้สนิทตามร่องที่เซาะเอาไว้ ตุ๊กตาทุกตัวมีโพรงข้างใน เว้นแต่ตัวสุดท้ายซึ่งมีขนาดเล็กสุด จะเป็นตุ๊กตาเต็มตัว ตัน ชิ้นเดียว ตุ๊กตาแม่ลูกดกชุดหนึ่งจะมีตุ๊กตาซ้อนข้างในกี่ตัวก็ได้ ถ้ามีจำนวนมาก ตุ๊กตาตัวใหญ่สุดที่อยู่นอกสุดก็จะต้องมีขนาดใหญ่มากด้วย ตุ๊กตาทุกตัวจะมีรูปร่างเหมือนกันหมด คือ คล้ายกระบอก โป่งตรงกลาง ด้านบนโค้งมน ส่วนฐานเรียบ ไม่มีมือหรือส่วนใดยื่นออกมา แต่จะใช้สีวาดเป็นหน้าเป็นตาหรือขาทั้งหมด ให้ตุ๊กตาแต่ละตัวมีใบหน้าและเสื้อผ้าที่เหมือนกันด้วย ทั้งยังเคลือบเงาอย่างสวยงาม
หน้าตาของตุ๊กตาแม่ลูกดกนั้นเดิมนั้นทำเป็นหญิงชาวนา แต่งกายแบบดั้งเดิม มีผ้าคลุมศีรษะ แต่ในภายหลังมีการวาดตุ๊กตาเป็นรูปเทพธิดา นางฟ้า และบุคคลที่มีชื่อเสียงต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นผู้นำของรัสเซีย เช่นเลนิน ปูติน หรือจะดาราระดับตำนานอย่างมาริลิน หรือนักร้องชื่อดังอย่างไมเคิล แจ็คสัน และมาดอนน่า ไม่เว้นแม้แต่คาแรคเตอร์ของตัวละครชื่อดังอย่างหมีพูห์ มิคกี้เมาส์

วันอังคารที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2557

เผยภาพช็อคโลก! นักตกปลาชาวญี่ปุ่น ฆ่าหมู่ปลาโลมา

เผยภาพช็อคโลก! นักตกปลาชาวญี่ปุ่น ฆ่าหมู่ปลาโลมา

เผยภาพช็อคโลก! ชาวญี่ปุ่น ฆ่าหมู่ปลาโลมา
Mthai news: 8ก.พ.สื่อต่างประเทศมีการเปิดเผยภาพสุดทารุณ  เมื่อนักตกปลาชาวญี่ปุ่น ทำการฆ่าหมู่ปลาโลมานับร้อยตัว บริเวณทะเลในเมืองทาอิจิ ทางตะวันตกของญี่ปุ่น
เหตุอันน่าสะพรึงเช่นนี้ เกิดขึ้นเมื่อนักตกปลา ทำการฆ่าหมู่ปลาโลมาด้วยการใช้ผ้าใบกันน้ำปกปิดด้านบนไว้ แล้วสังการอย่างโหดเหี้ยม ซึ่งการฆ่าหมู่ดังกล่าวเกิดขึ้นทุกปีในญี่ปุ่น แต่เมื่อผู้ที่พบเห็นต่างประณามการกระทำดังกล่าว
ภาพดังกล่าวถูกบันทึกโดยช่างภาพสารคดี The Cove เป็นสารคดีระดับรางวัลออสการ์ (best documentary Feature 2009)เสี่ยงตายเข้าไปถ่ายภาพจนชาวโลกได้เห็นการกระทำซึ่งไร้ซึ่งความเป็นมนุษย์

จะเห็นได้ว่านักตกปลา มีการต้อนปลาด้วยแผ่นพลาสติก แล้วใช้เรือต้อนให้เข้าไปอยู่ในช่องหน้าผาทะเล จากนั้นก็เริ่มกระหน่ำแทงมันเข้าที่กระดูกสันหลัง โดยที่โลมาไร้หนทางสู้ มันดิ้นรนด้วยความเจ็บปวด จนกระทั่งเลือดของพวกมันเปลี่ยนสีทะเลเป็นสีเลือด

ฝูงปลาโลมาจะถูกต้อนเข้ามาที่หาดเพื่อให้ เหล่าครูฝึกมา “คัดตัว” ไป และถูกส่งไปยังสวนน้ำทั่วโลก ส่วนปลาโลมาที่เหลือจะถูกต้อนไป “สังหารหมู่”

จากเอกสารของนักวิทยาศาสตร์ทางทะเลมีการเฝ้าระวัง และจดบันทึกข้อมูลสัตว์ดังกล่าว พบว่าพวกสูญหายไปจำนวนมาก นอกจากนี้ศูนย์อนุรักษ์พันธ์สัตว์นานาชาติซึ่งประกอบด้วย ออสเตรเลีย และสหรัฐ ได้มีการสำรวจพื้นที่แห่งนี้นานกว่า 5 เดือน ก็พบว่าพวกปลาโลมาถูกฆ่าโดยนักตกปลา
อย่างไรก็ตตาม ด้านทางญี่ปุ่นแย้งว่า การล่าปลาวาฬและโลมาเป็นวัฒนธรรมของญี่ปุ่นมาแต่โบราณ แต่ยังมีข้อสงสัยจากเหล่าคนรักสัตว์ว่า เหตุใดจึงทำเช่นนั้น เพราะคนไม่นิยมทานเนื้อปลาโลมา อีกทั้งยังมีปริมาณปรอทสูงจนเป็นอันตรายต่อชีวิต แต่เหตุใดโลมาจึงถูกฆ่าตายทุกปี

วันพฤหัสบดีที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2557

แม่น้ำในประเทศฝรั่งเศส

แม่น้ำในประเทศฝรั่งเศส
*แม่น้ำแซน* (ฝรั่งเศส
: Seine, เสียงอ่านภาษาฝรั่งเศส: [sɛn]) เป็นแม่น้ำสายหลักทางตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศฝรั่งเศส
 

ไฟล์:Pont Normandie panneau seine.jpeg

*แม่น้ำเมิซ* (อังกฤษ
: Meuse) หรือในเนเธอร์แลนด์เรียก *แม่น้ำมาส* (ดัตช์
: Maas) เป็นแม่น้ำ
สายใหญ่ในยุโรป
 อยู่ทางตะวันตกของทวีป ต้นน้ำอยู่ในจังหวัดโอต-มาร์น
ทางตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศฝรั่งเศส
 ผ่านประเทศเบลเยียม
ทางด้านตะวันออก แล้วไหลเข้าไปในประเทศเนเธอร์แลนด์
ไปรวมกับแม่น้ำวาลที่เมืองกอร์คัม
 แล้วจึงไหลลงทะเลเหนือ
 รวมความยาว 925 กม. (575 ไมล์) ปากแม่น้ำเป็นชะวากทะเล
 เรียกว่า ฮอลันดส์ดีป
Locatiemaas2.GIF

แม่น้ำไรน์เป็นแม่น้ำ
ที่ยาวและสำคัญที่สุดในทวีปยุโรป
 ยาวทั้งสิ้น 1,230 กิโลเมตร มีต้นน้ำจากเทือกเขาแอลป์
 ไหลผ่านประเทศอิตาลี
, สวิตเซอร์แลนด์
, ลิกเตนสไตน์
, ออสเตรีย
, เยอรมนี
,ฝรั่งเศส
, ลักเซมเบิร์ก
, เบลเยี่ยม
, และเนเธอร์แลนด์
 ไปออกที่ทะเลเหนือ
แม่น้ำไรน์เป็นเส้นทางคมนาคมขนส่งทางน้ำที่สำคัญ สามารถขนสินค้าเข้าสู่ภายในแผ่นดินยุโรปได้อย่างสะดวก อีกทั้งยังมีความสำคัญทางด้านยุทธศาสตร์
และภูมิศาสตร์
ในการเป็นเส้นแบ่งเขตแดนที่สำคัญของยุโรป

   

*แม่น้ำโรน* (อังกฤษ
: Rhone river) เป็นแม่น้ำที่ไหลผ่านประเทศสวิตเซอร์แลนด์
ไปยังทางมุมตะวันออกเฉียงใต้ของฝรั่งเศส
โดยมีต้นแม่น้ำอยู่ที่สวิตเซอร์แลนด์ ที่ไหลมาจากสวิตเซอร์แลนด์ไปยังปากแม่น้ำที่ทะเลเมดิเตอร์เรเนียน
 แม่น้ำโรนมีความยาวทั้งสิ้น 813 กิโลเมตร แม่น้ำแยกออกเป็นสองแคว คือ "โรนใหญ่" (Grand Rhône) และ "โรนเล็ก" (Petit Rhône)
ไฟล์:Leman img 0573.jpg

สมาพันธรัฐสวิส

สมาพันธรัฐสวิสConfoederatio Helvetica (ละติน)
Confédération Suisse (ฝรั่งเศส)
Schweizerischen Eidgenossenschaft(เยอรมัน)
Confederazione Svizzera (อิตาลี)

*คำขวัญ
: *"Unus pro omnibus, omnes pro uno"[1]
 (ละติน)
("หนึ่งเดียวเพื่อทุกสิ่ง ทุกสิ่งเพื่อหนึ่งเดียว")
*เพลงชาติ
: *Swiss Psalm

*เมืองหลวง
*เบิร์น

เมืองใหญ่สุดซูริก

ภาษาทางการ
ภาษาฝรั่งเศส
 ภาษาเยอรมัน
 ภาษาอิตาลี
และภาษาโรมานช์[2]

การปกครอง
ประชาธิปไตยทางตรง

สหพันธ์สาธารณรัฐ

 - สภาสหพันธ์อือลี เมาเรอร์ (ประธานาธิบดี)
ดีดีเย บูร์คฮัลเทอร์
โดริส ลอยทาร์ด
เอเวอลีน วิดเมอร์-ชลุมพฟ์
ซีโมเนตตา ซอมมารูกา
โยฮันน์ ชไนเดอร์-อัมมันน์
อาแล็ง แบร์แซ
เอกราช
กฎบัตรสหพันธ์ 
 - ประกาศ1 สิงหาคม ค.ศ. 1291 
 - เป็นที่ยอมรับ24 ตุลาคม ค.ศ. 1648 
 - รัฐสหพันธ์12 กันยายน ค.ศ. 1848 
พื้นที่

 - รวม41,285 ตร.กม. (132)
15,940 ตร.ไมล์
 
 - แหล่งน้ำ (%)
4.2 %ประชากร

 - ก.ย. 2551 (ประเมิน)7,581,520 (95)
 - ความหนาแน่น
176 คน/ตร.กม. (61)
472 คน/ตร.ไมล์
*จีดีพี
* (อำนาจซื้อ
)2005 (ประมาณ)
 - รวม264.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ
 (37)
 - ต่อหัว
35,300 ดอลลาร์สหรัฐ (10)
*จีดีพี
* (ราคาตลาด)2546 (ประมาณ)
 - รวม309 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (17)
 - ต่อหัว
50,524 ดอลลาร์สหรัฐ (4)
*HDI
* (2550)0.955 (สูง) (7)
สกุลเงิน
ฟรังก์สวิส
 (CHF)
เขตเวลา
CET (UTC+1)
 - (DST)CEST (UTC+2)
โดเมนบนสุด.ch
รหัสโทรศัพท์
41
*สวิตเซอร์แลนด์* (อังกฤษ
: Switzerland; เยอรมัน
:die Schweiz; ฝรั่งเศส
: la Suisse; อิตาลี
:Svizzera; โรมานช์: Svizra) มีชื่อทางการว่า *สมาพันธรัฐสวิส* (อังกฤษ
: Swiss Confederation; ละติน
:Confoederatio Helvetica) เป็นประเทศขนาดเล็กที่ไม่มีทางออกสู่ทะเล
 และตั้งอยู่ในทวีปยุโรปตะวันตก
 โดยมีพรมแดนติดกับประเทศเยอรมนี
 ประเทศฝรั่งเศส
 ประเทศอิตาลี
 ประเทศออสเตรีย
 และประเทศลิกเตนสไตน์
นอกจากจะมีความเป็นกลางทางการเมืองแล้ว สวิตเซอร์แลนด์นับว่ามีการร่วมมือกันระหว่างประเทศเป็นอย่างมาก เนื่องจากเป็นที่ตั้งขององค์กรนานาชาติหลายแห่ง

วันอังคารที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2557

สะพานกุญแจแห่งรัก

Pont des Arts เป็นสะพานที่เชื่อมสองฝั่งแม่น้ำเซน ปารีส ช่วง Musée du Louvre และ Institut de France
สะพาน Pont des Arts เป็นสะพานแห่งแรกในกรุงปารีสที่มีโครงสร้างทำด้วยเหล็ก สร้างในสมัยจักรพรรดิ์นโปเลียน ในปี ค.ศ.1802 ได้นำแบบอย่างมาจากประเทศอังกฤษ
มุมมองด้านพิพิธภัณฑ์ลูฟร์ (Musée du Louvre) ถึงแม้โครงสร้างของสะพานจะเป็นเหล็ก แต่ออกแบบได้สวยงามไม่เทอะทะ มีความโปร่ง เส้นโค้งของโครงสร้างมีจังหวะจะโคนสวยงาม
และอีกฝั่งหนึ่งด้าน Institut de France เสียดายเป็นเวลาบ่ายคล้อยแล้ว

สะพานแห่งนี้เคยชำรุดเนื่องจากกาลเวลาและถูกระเบิดเสียหายในสมัยสงครามโลกทั้งสอง จึงได้ปรับปรุงใหม่เมื่อประมาณปี ค.ศ. 1981 ดังที่เห็นในปัจจุบัน พื้นของสะพานเป็นไม้ เวลาเดินผ่านได้ยินเสียงขยับตัวของพื้นไม้ ทำให้ได้ความรู้สึกอีกแบบหนึ่ง
กุญแจส่วนใหญ่จะมีชื่อคู่รักเขียนหรือสลักติดไว้
นอกจากชื่อแล้วก็ยังมีข้อความหรือสัญลักษณ์ต่างๆ และที่น่าสนใจก็คือรูปแบบที่หลากหลายของของกุญแจ มีทั้งใหม่เอี่ยมและเก่าจนสนิมเขรอะ
มีความเชื่อกันว่าเมื่อคู่รักคู่ใดได้มาอฐิษฐานความรัก พร้อมกับคล้องกุญแจไว้ที่สะพานแห่งความรักนี้แล้ว ความรักของทั้งสองจะอยู่ยั้งยืนยงชนิดที่ว่าไม่มีอะไรที่จะพรากได้ เพราะลูกกุญแจได้โยนทิ่งน้ำไปหลังจากล้อคเรียบร้อยแล้ว
แสงอาทิตย์ยามบ่ายส่องกระทบกุญแจ ดูเหมือนประกายแห่งความรักจะเปล่งแสงระยิบระยับ ผมชอบกุญแจสีแดงที่มีห่วงด้านซ้ายของภาพ ออกแบบได้น่ารักร้อนแรงดี
หากคู่รักคู่ใดลืมพกกุญแจมาจากบ้านก็สามารถหาได้บนสะพานแห่งนี้ครับ เช่นจากแผงของหนุ่มพั้งค์คนนี้ (ผมกับครูดารินทร์กะว่าจะเสียสละกุญแจกระเป๋าเดินทางเอามาคล้องเหมือนกันแต่ดันลืม)
เขามาพร้อมกับพร้อมกับสุนัขคู่ใจ ครูดารินทร์เห็นน้องหมาที่ไหนเป็นไม่ได้เข้าไปทักทายทุกครั้ง โดยเฉพาะตัวนี้หน้าตาคล้ายอเมริกันพิทบูลตัวที่บ้าน แถมนิสัยใจดีเหมือนกันอีก เลยคุยถูกคอกันเป็นพิเศษ
นอกจากมีกุญแจแบบต่าง ๆ ให้เลือกทั้งแบบรหัสตัวเลขและแบบมีลูกแล้ว ก็ยังมีปากกาสำหรับเขียนชื่อเป็นอ้อปชั่นด้วย ผมชอบข้อความและตัวหนังสือที่เขาเขียน ซึ่งเขียนด้วยมือ ตัวบรรจงเป็นระเบียบสวยงาม ดูแล้วมีเสน่ห์เล็ก ๆ เข้ากับการจัดวางสินค้าที่เป็นระเบียบเรียบร้อย

วันพฤหัสบดีที่ 2 มกราคม พ.ศ. 2557

ประวัติและที่มาของชื่อ Mona lisa

*โมนาลิซา* (อังกฤษ
: Mona Lisa) หรือ *ลาโชกงด์*(ฝรั่งเศส
: La Gioconda, La Joconde) คือภาพวาดสีน้ำมัน สูง 77 เซนติเมตร กว้าง 53 เซนติเมตร วาดโดยเลโอนาร์โด ดา วินชี
 ในคริสต์ศตวรรษที่ 16
 ระหว่างพ.ศ. 2046
 (ค.ศ. 1503) ถึงปี พ.ศ. 2050
 (ค.ศ. 1507) เป็นภาพที่ทั่วโลกรู้จักกันดีภาพหนึ่ง ในฐานะสุภาพสตรีที่มี รอยยิ้มอันเป็นปริศนา ที่ไม่รู้ว่าเธอจะยิ้ม หัวเราะ หรือร้องไห้กันแน่ ปัจจุบันอยู่ในความครอบครองของรัฐบาลฝรั่งเศส และเก็บรักษาอยู่ที่พิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ กรุงปารีส
 ประเทศฝรั่งเศส
ที่มาของชื่อEdit

คำว่า "" นั้น ได้ถูกตั้งขึ้นโดย จอร์โจ วารี (Giorgio Varied) ศิลปิน และนักชีวประวัติชาวอิตาลี
 หลังจากดา วินชีได้เสียชีวิตไป 31 ปี ในหนังสือที่เขาตีพิมพ์นั้นได้บอกไว้ว่าผู้ที่นั่งอยู่ในรูปนั้นคือ ลีซา เกอราร์ดีนี ภรรยาของขุนนางนักธุรกิจไหมผู้มั่งคั่ง ชาวเมืองฟลอเรนซ์
นามว่า ฟรานเชสโก เดล โจกอนโด (Francesco del Giocondo)
คำว่า โมนา" (Mona) ในภาษาอิตาลี
นั้นก็คือคำว่า มาดอนนา (madonna) คุณผู้หญิง (my lady) หรือ มาดาม (Madam) ในภาษาอังกฤษ
 ดังนั้นความหมายของชื่อนั้นก็คือ "มาดาม ลิซา" แต่ในปัจจุบัน บางครั้งก็จะใช้คำว่า มอนนา ลิซา (Monna Lisa)
ได้พบว่าโมนาลิซาเป็น ในปี ค.ศ. 1516 (พ.ศ. 2059
) ดา วินชีได้นำภาพจากของตัวเองไปที่[ราชา]] ด้วยพระราชประสงค์ของพระเจ้าฟรองซัวส์ที่ 1 ที่ทรงปรารถนาที่จะให้ศิลปินทั้งหลายมารวมตัวทำงานกันที่ Clos Lucé ใกล้กับปราสาท
ในเมืองอัมบัวส์ และยังทรงให้ ดา วินชี วาดพระบรมฉายาลักษณ์ของพระองค์อีกด้วย หลังจากนั้นพระองค์ก็ทรงซื้อภาพโมนาลิซ่า ในราคา 4,000 เหรียญ
ในปี ค.ศ. 1519 (พ.ศ. 2062
) ดา วินชี ได้เสียชีวิตที่เมืองอัมบัวส์ ประเทศฝรั่งเศส รวมอายุได้ 67 ปี
รูปนมของมาดามลิซ่า
ตอนที่ ดา วินชี เสียชีวิตแล้วได้ยกสมบัติและภาพวาดทั้งหมดให้เป็นมรดกของผู้ติดตามของเขา ฟรานเซสโก เมลซิ (Francesco melci) และเมื่อฟรานเซสโก เมลซิ เสียชีวิตลงก็ไม่ได้ยกมรดกให้ใคร มรดกก็เริ่มกระจัดกระจาย
และต่อมาภาพโมนาลิซ่าถูกนำไปเก็บไว้ที่ พระราชวังฟงเตนโบล ต่อมาก็ในพระราชวังแวร์ซาย
 หลังจากสิ้นสุดการปฏิวัติฝรั่งเศส
 ก็ถูกไปนำเก็บไว้ที่พิพิธภัณฑ์ลูฟร์
ในห้องสรงของพระเจ้านโปเลียนที่ 1
 ในพระราชวังตุยเลอรี แล้วในที่สุดก็ได้กลับมาที่พิพิธภัณฑ์
เหมือนเดิม
ห้องแสดงในพิพิธภัณฑ์
ในช่วงสงครามฝรั่งเศส-ปรัสเซีย
 ระหว่างปี พ.ศ. 2413
- 2414
 ภาพได้ถูกนำออกจากพิพิธภัณฑ์ ไปซ่อนไว้ในที่ลับในประเทศฝรั่งเศส

เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม
 พ.ศ. 2454
 (ค.ศ. 1911) ภาพโมนาลิซ่าถูกโจรกรรมออกจากพิพิธภัณฑ์ ซึ่งกว่าจะค้นพบเธอก็ได้ใช้เวลาไปถึง 2 ปี ซึ่งได้พบในเมืองฟลอเรนซ์
ประเทศอิตาลี
 ปัจจุบันเธอถูกดูแลรักษาอย่างดี ในตู้กระจกปรับอากาศกันกระสุน พิพิธภัณฑ์เป็ดอัน เป็นเครื่องหมายสากลว่า โมนา ลิซา จะไม่มีวันที่จะได้เคลื่อนย้ายไปแสดงที่ไหนอีกเป็นเด็ดขาด

ประวัติ เบนจามิน แฟรงคลิน

*เบนจามิน แฟรงคลิน* (อังกฤษ
: Benjamin Franklin) (17 มกราคม ค.ศ. 1706 [O.S. 6 มกราคม ค.ศ. 1705]– 17 เมษายน
 ค.ศ. 1790
) เป็นหนึ่งในแกนนำผู้ก่อตั้ง (Founding Fathers) ของสหรัฐอเมริกา
 เบนจามิน แฟรงคลิน เป็น ช่างพิมพ์คนเรียงพิมพ์ นักเขียน
 นักปรัชญา
 นักการเมือง
 นักวิทยาศาสตร์
 นักประดิษฐ์
 นักปฏิรูป และนักการทูต
 คนสำคัญในยุคแสงสว่าง
ของสหรัฐอเมริกา

ในฐานะนักวิทยาศาสตร์ เขามีผลงานหลายอย่างในด้านฟิสิกส์
 ผลงานที่สำคัญคือคิดค้นสายล่อฟ้า
 และผลงานอื่นเช่นแว่นไบโฟคอล
 เตาแฟรงคลิน และฮาร์โมนิกาแก้ว เขาเป็นผู้เริ่มก่อตั้งห้องสมุด
แห่งแรกในสหรัฐอเมริกา และก่อตั้งสถานีดับเพลิงแห่งแรกในรัฐเพนซิลเวเนีย
 ผลงานในฐานะนักการเมืองเขาเป็นนักเขียนและผู้นำการเคลื่อนไหวคนสำคัญไปสู่การแยกตัวออกจากอาณานิคม
และร่วมก่อตั้งชาติ
สหรัฐอเมริกา
[1]
 ในฐานะนักการทูต เขาได้เป็นทูตคนสำคัญในช่วงปฏิวัติอเมริกา
เชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐอเมริกาและประเทศฝรั่งเศส
 ซึ่งนำไปสู่การแยกตัวของประเทศจากอาณานิคมของอังกฤษในที่สุด
แฟรงคลินเริ่มต้นชีวิตจากการเป็นนักเรียงพิมพ์ในฟิลาเดลเฟีย
 ซึ่งสร้างความมั่งคั่งจากหนังสือ "Poor Richard's Almanack" และหนังสือพิมพ์เพนน์ซิลเวเนียแกเซตต์ (Pennsylvania Gazette) แฟรงคลินมีความสนใจในด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มีชื่อเสียงในฐานะนักวิทยาศาสตร์ชื่อดังของโลกคนหนึ่ง นอกจากนี้เขาได้เป็นผู้ก่อตั้งมหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนีย
และวิทยาลัยแฟรงคลินแอนด์มาร์แชลล์ เขายังได้รับเลือกให้เป็นประธานาธิบดีคนแรกของสมาคมปรัชญาอเมริกา
จากผลงานของแฟรงคลินทั้งในด้านวิทยาศาสตร์และการเมือง เขาได้ถูกยกย่องและกล่าวถึงในหลายด้าน เขาปรากฏในธนบัตร
ของสหรัฐอเมริกา (100 ดอลลาร์สหรัฐ
) ชื่อของเขายังปรากฏเป็นชื่อ เมือง
 เคาน์ตี
 สถานศึกษา และผลงานอีกหลายด้านยังมีการกล่าวถึงตราบจนปัจจุบัน